เมื่ออ่านมากขึ้นจะเขียนได้ดีขึ้น

12:00 PM

อ่านหนังสือ



ถ้าเป็นเมื่อก่อน ได้ยินคำนี้แล้วรู้สึกง่วงขึ้นมาทันทีเพราะฟังแล้วมันน่าเบื่อที่จะต้องอยู่กับตัวอักษรหลายๆบรรทัดเป็นเวลานานๆ พลิกไปพลิกมาแป๊บๆตาก็ปรือ จากนั้นก็หลับสบาย หนังสือเป็นยานอนหลับที่ดีเลยล่ะครับ 

นั่นมันเมื่อก่อนนะ  แต่เดี๋ยวนี้ถ้าได้ยินคำว่า อ่านหนังสือไหม ? ผมจะถามก่อนว่าหนังสืออะไร ประเภทไหน เกี่ยวกับอะไร คือให้ผู้ที่ยื่นหนังสือนั้น intro ให้เราฟังก่อนครับว่ามันเป็นงี้นะ ดีอย่างนั้นนะ ดีอย่างนี้นะ ปกติการยื่นหนังสือให้กันเนี่ยมันเป็นอะไรที่ยากมากครับ ลองคิดดูคนปกติยังไม่ค่อยอ่านเลย แล้วเราจะอ่านได้ยังไง นี่ไม่ได้อ่านอย่างเดียว อ่านแล้วรู้สึกชอบ ชอบจนต้องแชร์ให้คนอื่นอ่าน ความรู้สึกนี้มันหายากนะครับ ฉะนั้นใครที่ยื่นหนังสือให้ผมอ่าน ผมจะถามก่อนแล้วก็รับไว้อ่านตามครับ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่ผมสนใจแล้วล่ะก็มันเหมือนกับการดูซีรี่ย์ครับ จะหยุดจะวางไม่ได้กันเลยทีเดียว ยิ่งอ่านก็ยิ่งสนุก ไหลไปเรื่อยๆ 

การอ่าน ทำให้พัฒนาการด้านการเขียนดีขึ้น ไม่ว่าเล่มนั้นจะดีหรือไม่ดีในสายตาเรา เราจะรู้ครับว่าเห้ยทำไมอ่านแล้วรู้สึกแบบนั้น ทำไมไม่เขียนแบบนี้ เนี่ยครับความรู้สึกนี้จะทำให้เราเกิดการเรียนรู้และพัฒนา 

อ่านอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเขียนด้วย

อย่างที่กล่าว อ่านอย่างเดียวนั้นทำให้ได้ความรู้ไม่เต็มที่คือมันเหมือนเราฟังเพื่อนเล่าเรื่องนึงให้เรา แล้วเราก็เออออไปกับมัน เราจะเหมือนเข้าใจครับจริงๆแล้วเราอาจจะเข้าใจผิด หรือไม่เข้าใจก็ได้ แต่ถ้านำเรื่องนั้นมาเขียนแล้วล่ะก็หากใครเขียนอธิบายได้อย่างรวดเร็ว มั่นใจ เข้าใจง่ายในแบบของเรา ได้ละก็นะ ถือว่าเราเข้าใจเรื่องนั้นอย่างถ่องแท้แล้วล่ะครับ อย่างน้อยๆก็ในประเด็นที่อ่าน หรือพูดคุย หรือพบเจอมา 

เริ่มต้นจะเขียนอย่างไร 

ผมอ่านบทความของฝรั่งในเว็บ Medium.com เกี่ยวกับช่างภาพทำไมต้องคู่กับสมุดโน๊ต เคยได้ยินไหมครับที่ว่า ภาพเดียวอธิบายคำได้เป็นล้านๆคำ มันคือการตีความของมนุษย์เราไม่เหมือนกันครับ จึงต้องมีการกำกับว่าภาพนี้มันคืออะไร หมายความว่าอย่างไร เป็นไกด์ให้ผู้เสพย์เข้าใจตามเจตนารมณ์ของช่างภาพในทิศทางเดียวกัน  จริงๆนะครับมันเป็นไปได้ยากที่รูปนึงจะทำให้คนเราเข้าใจตรงกันหมดทุกคน 

เขียนตามความถนัด

การเริ่มต้นเขียนในแบบที่ผมถนัดคือการเล่าเรื่องมากกว่าจะเขียนในแบบเป็นทางการ มันให้ความรู้สึกลื่นไหลมากกว่า อย่างข้างต้นตอนแรกคิดว่าจะอธิบายคำว่าการอ่านหนังสือแล้วก็โยงไปเขียน สรุปมันแปลกๆครับ ก็เลยเขียนตามที่ตัวเองถนัดดีกว่า 

เล่าเรื่อง เรื่องอะไร ?

ก็ทั้งหมดนั่นแหละครับ ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แล้วขยายความเข้าไปเรื่อยๆ
  1. วันนี้ ฉัน กินข้าว กับเพื่อน ที่โรงอาหาร 
  2. วันนี้ ฉันหิวมาก ฉันกินข้าวมันไก่ กับเพื่อนใหม่เพิ่งรู้จักกัน ในโรงอาหารที่แสนวุ่นวาย
  3. วันนี้อากาศร้อน ฉันรู้สึกหิวแปลกๆทั้งที่ตอนเช้าก็กินข้าวมาแล้ว เดินลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว ฉันสั่งข้าวมันไก่ต้มไม่เอาหนังเพราะกลัวว่าจะอ้วน แล้วก็เดินไปเจอเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อวานพอดี ฉันลังเลที่จะเข้าไปนั่งกินข้าวด้วยดีหรือไม่ แต่เพราะโรงอาหารที่แสนจะวุ่นวายนี้มันดันมีที่เหลือให้นั่งข้างๆเพื่อนของฉันพอดี ....
สังเกตประโยคด้านบนครับ เราสามารถเก็บรายละเอียดได้มากขึ้นเรื่อยๆ มันจะเพิ่มความเข้าใจให้ผู้อ่านได้เยอะเลยทีเดียว 

จริงๆแล้วโพสนี้ถูกเขียนขึ้นเพราะอารมณ์ที่อ่านหนังสือมาแล้วอยู่ๆก็อยากเขียนบล็อคขึ้นมาเฉยเลย มันเป็นอารมณ์อย่างข้างบนล่ะครับ อ่านมากก็อยากเขียนให้มันมากขึ้น ลองแชร์อะไรเล็กๆน้อยๆ เผื่อที่จะมีประโยชน์ต่อใครหลายๆคนครับ 

หากใครมีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับการเขียน หรือในส่วนของ website สามารถติดต่อผมได้เลยนะครับ 


Comment ไว้ก็ได้ครับ แต่2ช่องทางด้านบนจะไวที่สุดฮะ

You Might Also Like

0 comments

instagram

ผ ล ง า น

ผ ล ง า น
ติดตามผมได้ที่ Flickr เลยครับ